RSS Feed
May 7

วิธีถอนขนคิ้ว ด้วยตัวเอง

Posted on Monday, May 7, 2012 in Uncategorized

- ก่อนลงมือถอน ควรเตรียมผิวด้วยการลงเจลสูตรบางเบา ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ ดอกคาโมไมล์ และน้ำมันสะระแหน่ เพื่อให้เกิดความเย็นและลดการอักเสบในระหว่างและหลังการถอนคิ้วเวลาถอนจะได้ เจ็บน้อยลง

- ต่อด้วยใช้ดินสอเขียนคิ้วเขียนรูปคิ้วที่ต้องการก่อน แล้วค่อยถอนส่วนที่เกินออก ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นหรือสิ้นสุดตรงไหน ให้ใช้ดินสอวาดขอบตาวางทาบเป็นแนวตรง จากด้านข้างของปลายจมูก แล้วถอนส่วนที่เกินออกมาทั้ง 2 ข้าง จากนั้นหันดินสอทาบจากปลายจมูกไปถึงหางตา ถอนส่วนที่เกินออกมาจากด้านนอกของแนวดินสอ

- สุดท้ายเก็บรายละเอียดที่ใต้คิ้ว ตรงไหนเกินออกมาจากแนวคิ้วก็ถอนออกให้หมด หรือถ้าเผลอถอนออกมากเกินไป ก็สามารถใช้ดินสอเขียนคิ้วตกแต่งเพิ่มได้

May 1

ไทฟอยด์ร้าย ทำลำไส้ทะลุ

Posted on Tuesday, May 1, 2012 in Casino online, Slot Online, Sport Betting

 

ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ถูกจัดเป็นหนึ่งในโรคที่ควรระมัดระวังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งในปัจจุบันโรคดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตัวถูกหลักสุขอนามัย ในทางตรงกันข้าม การระบาดของไทฟอยด์ยังพบได้ถิ่นทุรกันดาร ประเทศด้อยพัฒนา หรือบริเวณที่เกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงจนเกิดปัญหาด้านสาธารณสุข

สำหรับไทฟอยด์ พญ.รุ่งอรุณ สันทัดกลการ ผู้อำนวยการแพทย์ รพ.พญาไท 1 อธิบายว่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi ที่เข้าทางปากไปติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ติดต่อได้ง่าย เพียงแค่มือสัมผัสถูกเชื้อแล้วหยิบอาหารใส่ปากรับประทาน ก็จะทำให้เชื้อเข้าไปก่อตัวอยู่ที่ลำไส้ ทำให้มีอาการไข้สูง 2-3 วัน ร่วมกับรู้สึกปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรงจะถ่ายอุจจาระเหลว และมีเลือดปน โดยอุบัติการณ์ร้ายแรงของโรคนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เคยทำให้ผู้ป่วยลำไส้ทะลุและเปื่อย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาลำไส้อย่างฉุกเฉิน ทั้งยังเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดโรคแทรกซ้อนทางสมอง และหลอดลมอักเสบได้

สู่สถานการณ์ของโรคในขณะนี้  พญ.รุ่งอรุณ ระบุว่า หลาย ๆ พื้นที่ที่สามารถเข้าถึงยาที่ใช้รักษาโรคดังกล่าว คือ ยาในตระกูลเพนิซิลลิน-ซัลฟา รวมทั้งในท้องถิ่นมีการรณรงค์ด้านสาธารณสุขให้ผู้คนรักษาความสะอาด กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เมื่อป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ก็จะถูกรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ พญ.รุ่งอรุณ ยังบอกอีกว่า ผู้ที่ป่วยอาจต้องระวังร่างกายขาดน้ำ เสียเกลือแร่ ภาวะช็อกหรือถ่ายเป็นเลือด ส่วนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง หากป่วยเป็นโรคไทฟอยด์ ร่างกายก็สามารถเยียวยาให้หายได้เอง

แนวทางการป้องกันโรคไทฟอยด์ พญ.รุ่งอรุณ แนะนำให้ผู้ที่จะต้องเดินทางไปยังประเทศด้อยพัฒนา พื้นที่ประสบภัยพิบัติ และบริเวณที่มีรายงานการระบาดของโรค ควรเข้ารับวัคซีนป้องกันไทฟอยด์ ที่ปัจจุบันในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ วัคซีนชนิดฉีด (Parenteral Typhoid vaccine) และวัคซีนชนิดรับประทาน (Oral Typhoid Vaccine) โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ต้องการรับวัคซีนเหมาะสมกับชนิดใด